ดนตรีสมัยกรีกโบราณ

ดนตรีสมัยกรีกโบราณ Ancient Greek Music

ยุโรปตะวันออกเริ่มมีความเจริญทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรี ในยุค 1,000 ปี ก่อน คริสต์ศักราช ความเจริญในสมัยนั้นอยู่ที่ประเทศกรีก ที่มีการยกย่องดนตรีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารรถใช้ดนตรีเป็นกาลชำระบาป ล้างมลทินและขัดเกลาจิตใจได้ รวมไปถึงเชื่อว่าดนตรีสามารถบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ จึงเป็นเหตุผลให้ดนตรีได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะชั้นสูงที่จำเป็นต้องศึกษา

ดนตรีกรีกในยุค ต่างๆ

  1. ยุค Mythical ( ก่อน 1,000 – 1,000 C.) มีการใช้ดนตรีในการประกอบพิธีกรรมของลัทธิเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงสว่าง ผู้มีเหตุมีผล มีวินัย ถือความถูกต้องเป็นหลักและมีการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง โดยใช้เครื่องดนตรีพิณไลรา (Lyra) เน้นความไพเราะ สงบสบาย ซึ่งแตกต่างกับพิธีกรรมทางดนตรีของเทพเจ้าไดโอนิซัส (Dionysus) อย่างสิ้นเชิงที่จะเน้นไปในความป่าเถื่อน ลึกลับ สนุกสนาน เสียงดังอึกทักครึกโครม
    เทพเจ้าอพอลโลเล่นพิณไลรา (Lyra)
    เทพเจ้าอพอลโลเล่นพิณไลรา (Lyra)

  2. ยุค Homeric (ก่อน 1,000 – 700 B.C) ยุคนี้ถูกกำเนิดโดย โฮเมอร์ (Homer) ยุคนี้เริ่มมีบทร้อยกรองหรือมหากาพย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยแต่งจากเดินทางผจญภัยของโฮเมอร์ ในภายภาคหลังบทร้อยกรองหรือมหากาพย์เหล่านั้นได้กลายมาเป็นวรรณคดีที่ขับร้องโดยชาวกรีก และมีการดีดพิณไลรา (Lyra) คลอประกอบการขับร้อง โดยการขับร้องเพลงวรณคดีสมัยนั้นเรียกว่าบาดส์ (Baeds) โดยขุนนางคนชั้นสูงมักจจะจ้างนักดนตรีมืออาชีพมาขับกล่อมที่คฤหาสน์ เกิดดนตรีชนิดใหม่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนเลี้ยงแกะที่เป่า Panipes (เครื่องดนตรีคล้ายแคนอีสาน) เพื่อกล่อมฝูงแกะที่เลี้ยงให้หลับสบาย นอกจากนั้นแล้วยังมีดนตรีของคนในเมืองที่มีการขับร้อง โดยคณะนักร้อง ร้องเพลงประกอบพิธีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ หรืองานเฉลิมฉลองต่าง ๆ
    โฮเมอร์ (Homer)
    โฮเมอร์ (Homer)

  3. ยุค Archaic (ก่อน 700 – 550 B.C. ) ยุคนี้เริมมีความนิยมชมชอบในเรื่องของกวีนิพนธ์ ลีริก (Lyric) มีอารมณ์และความรู้สึกเข้ามามีบทบาทในดนตรี ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในด้านความยินดี อารมณ์ทุกข์ระทมจากความรัก อารมณ์แห่งความเกลียดชัง อารมณ์ความประทับใจต่างๆ รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อการรักชาติ สรุปแล้ว กวีนิพนธ์ ลีริก (Lyric) สามารถเอื้อให้กวีหรือศิลปินแสดงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวของตนลงในกวีได้อย่างเต็มที่
    ยุค Archaic ทีมีการนำอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง
    ยุค Archaic มีการนำอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาในบทกวี

  4. ยุค Classical (ก่อน 550 – 440 B.C) ยุคนี้มีการร้องเพลงประกอบการระบำ ที่เรียกว่า ดีทีแรมบ์ (Dithyram) ซึ่งพัฒนาโดย โชไรเลส(Choeriles) พีนีซุส (Phrynichus)พาตินุส (Pratinas) และเธสพิส (Thespis) เป็นการร้องเพลงที่มีการตอบโต้กันกับกลุ่มคอรัส (Chorus) ส่งผลให้การร้องเพลงจะออกไปในเชิงสนทนาตอบโต้ มากกว่าการเล่าเรื่องสาธยายอยู่ฝ่ายเดียว ต่อมาได้เกิดวัฒนธรรมของกรีกโบราณ ที่เรียกว่า การละคร (Drama) เป็นการแสดงดนตรีที่ผสมสานกับการร้องเล่นเต้นรำ ต่อมาจึงมีการสร้างโรงละครกลางแจ้งที่ต้องอยู่ระหว่างภูเขาที่โอบล้อมทั้ง 3 ด้าน สามารถจุคนดูได้เป็นจำนวนมาก คนดูทุกที่นั่งสามารถมองเห็นได้อยากชัดเจน ได้เรียกเวทีกลางแสดงแจ้งนี้ว่า ออร์เคสตร้า (Orchestra)
    เวทีกลางแจ้ง ออร์เคสตร้า (Orchestra)
    เวทีกลางแจ้ง ออร์เคสตร้า (Orchestra)

  5. ยุค Hellenistic (ก่อน 440 – 330 C) ยุคนี้ศิลปะการดนตรีแบบละครเริ่มได้รับความนิยมลดลง เนื่องจากมีการค้นพบวิทยาการทางด้านดนตรีรูปแบบใหม่โดย พิทาโกรัส (Pythagoras) นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาผู้ลือชื่อ ซึ่งได้ทำการทดลองหาความสั่นสะเทือนของเสียงจากสายที่ขึงไว้ พิทาโกรัส (Pythagoras) ได้วิเคราะห์และสร้างคู่เสียงต่างๆ ออกเป็น 8 คู่ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของบันไดเสียงที่ใช้กันจนถึงปัจจุบันนี้ ต่อมาได้มีการพัฒนาจนเกิดทฤษฎีที่เรียกว่าโหมด (Mode) เช่นบันได้เสียงทางดนตรีที่ชักจูงให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ โหมด (Mode) แห่งความเงียบ ความสงบ ที่มักใช้ในพิธีของเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) และโหมด (Mode) สนุกสนาน อึกทึก ครึกโครม ป่าเถื่อน ที่มักใช้ในพิธีกรรมของ เทพเจ้าไดโอนิซัส (Dionysus)

    พิทาโกรัส (Pythagoras) วิเคราะห์ทฤษฎีเสียง
    พิทาโกรัส (Pythagoras) วิเคราะห์ทฤษฎีเสียง

ร่วมแสดงความคิดเห็น